วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แนะกิน รำข้าว ป้องกันนิ่วในไต
แม้การเกิดนิ่วจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การดื่มน้ำไม่เพียงพอ แต่อาหารบางประเภท ตลอดจนพฤติกรรมการกิน ก็ยังมีส่วนสำคัญ ก่อนหน้านี้มีการแนะนำให้คนที่เสี่ยงต่อการเป็นนิ่วกินอาหารที่เป็นของเหลว โปรตีนต่ำ และมีใยอาหารสูง เพื่อช่วยลดการก่อตัวของแคลเซียมและออกซาเลทในระบบปัสสาวะ ทำให้คิดไปถึงอาหารที่มีไฟเบอร์สูงนานาชนิด



แต่ความรู้ใหม่ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นทางเลือกใหม่ของอาหารไฟเบอร์ ซึ่งเราต่างรู้จักกันดี นั่นคือ รำข้าว นอกจากรำข้าวแล้ว หากบ้านใครที่อยู่ใกล้ลานข้าวโพด รำข้าวโพดหรือที่เรียกกันว่าจมูกข้าวโพด ซึ่งได้จากการสีข้าวโพดแก่ออกจากฝักก็เป็นอาหารอีกอย่างที่แนะนำ




สำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นนิ่ว ควรนำรำข้าวหรือรำข้าวโพดมาปรุงอาหาร อาจจะนำมาโรยในน้ำอาร์.ซี. หรือน้ำนมถั่วเหลืองในตอนเช้า โดยปริมาณไฟเบอร์ซึ่งอาจรวมไฟเบอร์จากแหล่งอาหารอื่นๆ ที่แนะนำต่อวัน คือ 18 กรัม



ในรายที่มีการก่อตัวของก้อนนิ่ว เมื่อรับประทานรำข้าวหรือรำข้าวโพดในปริมาณ ครึ่งช้อนโต๊ะ วันละสองครั้งเป็นประจำทุกวัน พบว่าปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะจะลดลงอย่างรวดเร็ว และถ้าทำได้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวจะไม่มีการก่อตัวของนิ่วก้อนใหม่ในช่วงเวลานั้น


สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้
1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

ที่สุดจากแหล่งธรรมชาติ
ต้นไม้ (Tree) ที่อุบัติขึ้นในยุคแรกๆ ของโลก
คือ ต้น the maidenhair (Ginkgo biloba) of Zhejiang ในประเทศจีน มันอุบัติขึ้นในโลกเมื่อราว 160 ล้านปีมาแล้วในยุค Jurassic
ต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวมานานที่สุดในโลก
คือ ต้นสน (a bristlecone pine) พันธุ์ Pinus longaeva ที่พบขึ้นอยู่บนภูเขาในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอายุยืนยาวมากว่า 5,500 ปี
ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ (Massive tree) ที่สุดในโลก
คือ ต้นไม้ที่ชื่อ 'General Sherman' a giant sequoia ต้นที่อยู่ใน the Sequoia National Park ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มันสูงถึง 83.82 เมตร (275 ฟุต) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 11.1 เมตร (36 ฟุต 5 นิ้ว) วัดโดยรอบลำต้นได้ 31.3 เมตร (102 ฟุต 8 นิ้ว)
ต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลกคือ

ต้น 'Mendocio Tree' a coast redwood ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา วัดได้สูง 112.014 เมตร (367 ฟุต 6 นิ้ว) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.139 เมตร (10 ฟุต 4 นิ้ว) คำนวณว่ามันมีอายุไม่น้อยกว่า 1,000 ปี และยังคงจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขามากที่สุดในโลก
คือ ต้น the great banyan ในสวน the Indian Botanical กรุงกัลกัตตา ประเทศอินเดีย มีรากค้ำจุนถึง 1,775 ราก มีเส้นรอบวง 412 เมตร (1,350 ฟุต) ครอบคลุมเนื้อที่ 3 เอเคอร์
ต้นไม้ที่มีขนาดรอบลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก
คือ ต้น European chestnut หรือที่เรียกกันว่า 'Tree of the Hundred Horses' บนเกาะ Sicily ประเทศอิตาลี มีขนาดรอบลำต้นวัดได้ 57.9 เมตร (190 ฟุต)
ต้นไม้ที่โตเร็วที่สุดในโลก
คือ ต้น Albizzia falcata ในรัฐ Sabah ประเทศมาเลเซีย จากสถิติที่บันทึกไว้ มันโตขึ้นวัดได้เฉลี่ย 10.74 เมตร (35 ฟุต 3 นิ้ว) ในเวลาเพียง 13 เดือน หรือ 28 มิลลิเมตร (1 1/10 นิ้ว) ต่อวัน
ต้นไม้ที่โตช้าที่สุดในโลก
คือต้น White cedar พบบริเวณ the Canadian Great Lakes หลังจากเวลา 155 ปี มันยังสูงไม่ถึง 10.2 เซนติเมตร (4 นิ้ว)
ต้นไม้ที่มีใบใหญ่ที่สุดในโลก
คือ ต้น The raffia palm บนเกาะ Mascarene ในมหาสมุทรอินเดีย และต้น the Amazonian bamboo palm ในทวีปอเมริกาใต้และอัฟริกา ซึ่งมีใบยาวตั้งแต่ 20 เมตร (65 ฟุต 6 นิ้ว) ขึ้นไป เฉพาะก้านใบวัดได้ยาว 4 เมตร (13 ฟุต)
ต้นไม้ที่มีรากลึกที่สุดในโลก
คือ ต้น A wild fig tree ในถ้ำ Echo Caves ในอเมริกาใต้ มีรายงานว่ามันมีรากหยั่งลึกถึง 120 เมตร (400 ฟุต)
ต้นไม้ที่มีรากยาวที่สุดในโลก
คือ ต้น A single winter rye plant ซึ่งมีรากยาวถึง 387 ไมล์
พืช (Plant) ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก
คือ ต้น King's holly พบทางตะวันออกเฉียงใต้ของ Tasmania ประเทศออสเตรเลีย จากการตรวจสอบพบว่ามันมีอายุถึง 40,000 ปี
พืชที่มีเมล็ด (Seed) ใหญ่ที่สุดในโลก
คือ ต้น the giant fan palm หรือที่เรียกกันว่า the double coconut หรือ coco de mer ที่พบในเกาะ Seychelles เมล็ดเดียวหนักถึง 20 กิโลกรัม (44 ปอนด์) และต้องใช้เวลาถึง 10 ปีในการงอก
พืชที่มีเมล็ดเล็กที่สุดในโลก
คือ ต้น Epiphytic orchid เมล็ดของมันจำนวน 992.25 ล้านเมล็ด รวมกันแล้วจะหนักเพียง 1 กรัมเท่านั้น
พืชที่มีใบมากที่สุดในโลก
คือ ต้น Oak ใหญ่ ซึ่งต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 250,000 ใบ
พืชที่โตเร็วที่สุดในโลก
คือ ต้น bamboo ชนิดหนึ่ง ซึ่งในหนึ่งวันมันจะโตถึง 91 เซนติเมตร (3 ฟุต) หรือ 0.00003 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
พืชที่มีลำต้นสูงที่สุดในโลก
คือ ต้น Ermania himalayensis และต้น Ranunculus lobatus ที่ขึ้นแถบภูเขา Kamet ในเทือกเขาหิมาลัย มีลำต้นสูงราว 6,400 เมตร (21,000 ฟุต)
พืชที่มีดอกบานใหญ่ที่สุดในโลก
คือ ดอกของต้น Rafflesia arnoldi พบในป่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อบานเต็มที่จะวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 91 เซนติเมตร (3 ฟุต) กลีบดอกหนา 1.9 เมตร (3/4 นิ้ว) และหนักถึง 11 กิโลกรัม
พืชใต้น้ำ (Underwater plant) ที่อยู่ลึกที่สุดในโลก
คือ สาหร่าย (algae) ชนิดหนึ่ง ซึ่ง Mark และ Diane Littler พบมันที่ความลึก 269 เมตร (884 ฟุต) นอกชายฝั่งเกาะบาฮามาส์ ใน San Salvador เมื่อปี ค.ศ. 1984 แม้จะได้รับแสงแดดเพียง 99.9995% แต่พวกมันก็ยังเติบโตได้อยู่
วัชพืชพวกหญ้า (Weed) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
คือ Giant hogweed ซึ่งมีลำต้นสูงถึง 3.65 เมตร (12 ฟุต) และใบยาว 91 เซนติเมตร (3 ฟุต)
ดอกไม้ (Flowers) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
คือ ดอกไม้ชนิดหนึ่ง ที่พบอยู่ใกล้กรุง Melbourne รัฐวิคตอเรียในประเทศออสเตรเลีย ที่รู้จักกันดีในชื่อ the Koonwarra plant เป็นดอกไม้ดอกเดียว มีใบ 2 ใบ จากซากฟอสซิลของมัน คำนวณได้ว่ามันมีอายุราว 120 ล้านปี
ดอกไม้ที่มีดอกและผลเล็กที่สุดในโลก
คือ ดอก aquatic duckweed ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งดอกมีความยาว 0.6 มิลลิเมตร และกว้าง 0.33 มิลลิเมตร ส่วนผลของมันหนักราว 0.00007 กรัม
กล้วยไม้ (Orchids) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
คือ กล้วยไม้ที่เรียกกันว่า Grammatophyllum speciosum ซึ่งเป็นกล้วยไม้พื้นเมืองของมาเลเซีย บางพันธุ์มีบันทึกไว้ว่ามีต้นสูงถึง 7.6 เมตร (25 ฟุต)
ดอกกล้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
คือ ดอกกล้วยไม้พันธุ์ Paphiopedilum sanderianum ซึ่งมีกลีบดอกยาว 90 เซนติเมตร (3 ฟุต)
ดอกไม้ที่โตเร็วที่สุดในโลก
คือ ดอก a Hesperoyucca whipplei ในตระกูล Liliaceae ที่ Tresco Abbey ในประเทศอังกฤษ ในเวลา 14 วัน มันโตถึง 3.65 เมตร (12 ฟุต) หรือเฉลี่ยโตประมาณ 25.4 เซนติเมตร (10 นิ้ว) ต่อวัน
ดอกไม้ที่มีกลิ่นเหม็นที่สุดในโลก
คือ ดอกไม้ที่มีชื่อว่า The Titan Arum ที่พบในเกาะสุมาตรา มีกลิ่นเหม็นที่สุดในโลก และจะแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อถึงระยะผสมเกสร
ต้นกระบองเพชร (Cactus) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
คือ ต้นกระบองเพชรที่เรียกว่า the saguaro ที่พบในรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก มีต้นสูงถึง 17.67 เมตร (57 ฟุต 11 3/4 นิ้ว)
ต้นยูคาลิปตัส (Eucalyptus) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
คือ ต้นยูคาลิปตัส ที่ Watts River ในรัฐวิคตอเรีย (Victoria) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสูงถึง 132.6 เมตร (435 ฟุต)

ที่สุดจากแหล่งธรรมชาติ

Nordvest
เป็นฟยอร์ด (แผ่นดินเว้าแหว่งอันเกิดจากแรงลมและแรงน้ำ)ที่ยาวที่สุด ทางตะวันออกของเกาะกรีนแลนด์ ความยาวจากแผ่นดินสูทะเล 313 กิโลเมตร (195 ไมล์)
กองหินประหลาด
กองหินประหลาด ประกอบด้วยหินขนาดใหญ่จำนวน 112 ก้อน แต่ละก้อนทรงสูง บางก้อนวางอยู่บนยอดซ้อนกัน บางก้อนล้มนอน วงหินรอบนอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางคือ 100 ฟุต หินที่วางเรียงรายกันอยู่มี 30 ก้อน แต่ละก้อนสูงถึง 13 ฟุต มีน้ำหนักมาก กองหินประหลาดตั้งอยู่กลางทุ่งนา แห่งเมืองซัสลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ ห่างจากกรุงลอนดอน ประมาณ 10 ไมล์
เกรทแบเรียรีฟ
เป็นแนวหินปะการังที่ยาวที่สุดตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณชายฝั่งตะวันออกของทวีปออสเตรเลียมีความยาวประมาณ1200ไมล์
เดดซี
เป็นทะเลสาบที่ต่ำที่สุดในโลก ประเทศอิสราเอลและจอร์แดน
ทะเลแคริบเบียน
เป็นทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีเนื้อที่ประมาณ 1,063,000 ตารางไมล์
ทะเลจีนใต้
เป็นทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ 2,974,600 ตารางกิโลเมตร (1,148,500 ตารางไมล์)
ทะเลทรายซะฮาร่า
เป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาบริเวณประเทศลิเบียและ ประเทศแอลจีเรียมีพื้นที่ประมาณ 3,500,000ตารางไมลล์
ทะเลสาบซูพีเรีย์
เป็นทะเลสาบน้ำจืดทใหญที่สุดในโลก ทางตอนเหนือของอเมริกามีพื้นที่ทั้งหมด 82,350 ตารางกิโลเมตร (31,800 ตารางไมล์)
เทือกเขาหิมาลัย
เป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในตอนกลางทวีปเอเชียเหนือประเทศอินเดีย มียอดสูงๆกว่า 40 ยอดได้ชื่อว่าเป็นป่าหิมพานต์ของคนอินเดียโบราณ
น้ำตกไนแองการ่า
เป็นน้ำตกสวยที่สุด อยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ อยู่บริเวณทะเลสาบทั้ง 5 ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และ ประเทศแคนาดา และไหลลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ
น้ำตกแองเจล (Angel Fall)
เป็นน้ำตกที่สูงที่สุด อยุ่ในทวีปอเมริกาใต้ บริเวณประเทศเวเนซูเอลา มีความสูงประมาณ 979 เมตร (3,212 ฟุต)
แพนตาแนล (Pantanal)
หนองน้ำที่ใหญ่ที่สุดงในมาโต กรอสโซ และมาโต กรอสโซ โด ซูล ในบราซิล มีพื้นที่ประมาณ 109,000 ตารางกิโลเมตร(42,000 ตารางไมล์)
ภูเขาไฟฟูจิยามา
เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ที่มีชื่อเสียงที่สุดประเทศญี่ปุ่น
แม่น้ำดี (D river)
เป็นแม่น้ำที่สั้นที่สุด เมืองลินคอล์น รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ความยาว 134 เมตร
แม่น้ำอะเมซอน
เป็นแม่น้ำทีกว้างและยาวที่สุดในโลก 6,750 กิโลเมตร (4,195 ไมล์)แม่น้ำไนล์ อดีตแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก สถิติความยาว 6,670 กิโลเมตร (4,145 ไมล์)
ยอดเขาแมตเตอร์ฮอร์น
เป็นยอกเขาเดี่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ประเทศประเทศเนปาล
ยอดเขาเอเวอร์เรสต์
ยอดเขาที่สูงที่สุดเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล
ลากัว โดส ปาโตส (Lagoa Dos Patos)
ลากูนที่หญ่ที่สุด งทางตอนใต้ของบราซิล
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา
ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553


สรรพคุณทางยา : ฟักทองมีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยป้องกันมะเร็ง เมล็ดฟักทอง ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโต ป้องกันและรักษาโรคนิ่ว โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ช่วยขับพยาธิตัวตืด น้ำมันจากเมล็ดช่วยบำรุงประสาท ราก ต้มดื่มเป็นยาบำรุงและแก้ไอ คุณค่าอาหาร : เนื้อและเปลืกฟักทอง 100 กรัม ให้พลังงาน 43 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย 1.7 กรัม แคลเซียม 2.1 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 1.7 มิลลิกรัม วิตามินเอ 3 , 266 iu. วิตามินบี1 0.10 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 52 มิลลิกรัม

ฤดูกาล : ยอดอ่อนและดอกอ่อนออกในฤดูฝน ผลฟักทองออกในฤดูหนาวช่าวงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธุ์ การกิน : ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกตูม นำไปลวกจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอย ใส่ในแกงหน่อไม้ แกงเลียง แกงเผ็ด ผัดใส่ไข่ ผลแก่นำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด รวมทั้งนำไปทำขนมหวาน เช่นฟักทองแกงบวช สังขยาฟักทอง ฟักทองเชื่อม เมล็ดนำเอามาอบกะเทาะกินเนื้อข้างใน
เพื่อน
** คน ที่เป็น เพื่อน **
ไม่จำเป็นต้องจบการศึกษา
ระดับเดียวกัน
ไม่จำเป็นต้องมีฐานะ
เท่าเทียมกัน
ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งหน้าที่
การงานเท่าเทียมกัน
ถ้าคิดแบบนั้น
คุณจะไม่มีเพื่อนแท้ดีๆ
เลยสักคน

เพื่อนดีๆ คือเพื่อนอย่างไร???
คอยเตือน ยามเพื่อนพลั้ง
คอยฟัง ยามเพื่อนขอ
คอยรอ ยามเพื่อนสาย
คอยพาย ยามเพื่อนพัก
คอยทัก ยามเพื่อนทุกข์
คอยปลุก ยามเพื่อนท้อ
คอยง้อ ยามเพื่อนงอน
คอยสอน ยามเพื่อนผิด
คอยสะกิด ยามเพื่อนเผลอ
คอยเจอ ยามเพื่อนหา
คอยลา ยามเพื่อนกลับ
คอยปรับ ยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียน ยามเพื่อนเที่ยว
คอยเคี่ยว ยามเพื่อนเล่น
คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน
คอยหอน ยามเพื่อนเห่า
คอยเฝ้า ยามเพื่อนฟุบ
คอยอุบ ยามเพื่อนปิด
คอยคิด ยามเพื่อนถาม
คอยปราม ยามเพื่อนหลง
คอยปลง ยามเพื่อนแกล้ง
คอยแบ่ง ยามเพื่อนหมด
คอยอด ยามเพื่อนทาน
คอยคาน ยามเพื่อนล้ม
คอยชม ยามเพื่อนชนะ
คอยสละ ยามเพื่อนชอบ
เพื่อนที่รักเรา
หาไม่ง่ายเลย
ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีแล้ว
จงรักษา "เพื่อน" ไว้ให้ดีดี
รักกันไว้ให้มากๆ
ไม่มีอีกแล้ว
ถ้า
เราเสียเพื่อนที่ดีไป
เพียงเพราะ
แค่เหตุผล โง่โง่

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553



ป๊อบอาร์ต คือ อะไร??
ป๊อบอาร์ต คือศิลปะร่วมสมัย ที่นำเอาความคิด และจินตนาการของคนรุ่นใหม่ ออกมาเป็นสิ่งที่สัมผัสได้
ป๊อบอาร์ตมีมานานแล้วในอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวหน้าของศิลปะแขนงนี้เริ่มตั้งแต่ในปี 1980 โดยเริ่มจากผลงานของ คุสะมะ ยาโยอิ และ โมริมูระ ยาซุมะ ที่นับได้ว่าเป็นผู้บุกเบอกวงการป๊อบอาร์ตของญี่ปุ่น ที่แสดงอัตลักษณ์ออกมาอย่างมากมาย
ในปี 1990 เริ่มมีศิลปินที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นมากมาย อย่าง ทากาชิ มุรากามิ ที่เป็นทั้งจิตกร และนักออกแบบ ที่เคยออกแบบลวดลายบนกระเป๋าหลุยส์วิตตองมาแล้ว เขาเปรียบได้กับ ตำนานศิลปะแนวป๊อบอาร์ตอย่าง แอนดี้ วอล์ฮอล์ ในยุคปัจจุบันเลยล่ะค่ะ
ความเชื่อมโยงของสื่อ + งานศิลปะ??
เพราะสังคมที่เปลี่ยนไป และการเข้ามาของสื่อต่างๆ ทำให้ศิลปินป๊อบอาร์ตญี่ปุ่น นำเอาสื่อสมัยใหม่ ใส่ความเป็นตัวตน บวกกับแนวคิดที่ต้องการสะท้อนแง่มุมบางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคม และความเคลือบแคลงสงสัยใส่ลงไป รวมทั้งแสดงถึงการเปิดกว้างในการรับค่านิยมอย่างไม่มีข้อจำกัด จนออกมาเป็นผลงานที่แตกต่าง ไม่ซ้ำใคร
ป๊อบอาร์ต จึงเป็นการท้าทายความสิคของศิลปะประเพณี แสดงความเป็นตัวเอง และนอกกรอบต้นฉบับ