วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553


แม้ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง…แต่มะเร็งก็ไม่เว้น (มติชน)
ผู้หญิงหลายคนอาจจะรู้จักโรคมะเร็งปากมดลูกกันมาบ้างแล้ว แต่ก็คิดว่าคงเป็นเรื่องไกลตัว!! เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่ความจริงแล้วผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นได้
นางวรรณา เหลืองชัยชาญ เธอไม่เคยคิดว่าจะตกเป็นเหยื่อมะเร็ง เพราะเติบโตในครอบครัวที่อบอุ่น รักนวลสงวนตัว รักและแต่งงานอยู่กินกับสามีเดียวเมื่ออายุ 23 ปี จนประมาณ 10 ปี วันหนึ่งเกิดอาการตกขาวมามากผิดปกติ จึงได้หาแพทย์ พบว่าเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกขั้น 1B ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ในทันที แต่ต้องทำคีโมนานถึง 2 เดือน
เธอว่า เจอโรคนี้ตอนอายุ 32 ปี ไม่เคยคิดว่ามีความเสี่ยง ทำให้ตกใจมากตอนที่รู้ผลตรวจ ยังดีที่ร่างกายแสดงปฏิกิริยาออกมาให้เห็นก่อน ไม่เช่นนั้นมะเร็งคงลุกลามไปมากกว่านี้
“หลังจากผ่าตัดแล้ว ช่วงปีแรกๆ ต้องไปตรวจทุก 2 เดือน จนปัจจุบัน 8 ปี แล้วต้องตรวจทุก 6 เดือน กลัวตลอดเวลาว่ามันจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ หลังผ่าตัดมะเร็งสิ่งที่ตามมาคือเกิดถุงน้ำบริเวณที่ผ่าตัด บางครั้งมีขนาดใหญ่ถึง 11 เซนติเมตร แล้วไปกดทับเส้นประสาท เจ็บหลังมาก เลยต้องไปเจาะออก” เธอเล่าถึงความรู้สึกอันแสนทรมานจากมะเร็งปากมดลูก
รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ หัวหน้าหน่วยมะเร็งนรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝากถึงผู้หญิงว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 โดยโรคนี้มักไม่ค่อยแสดงอาการจน 10-15 ปีแล้ว หรือแสดงอาการเมื่อก้าวไปเข้าระยะที่ 2 หรือ 3 ไปแล้ว สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อ Human Papilloma Virus หรือ “เอชพีวี” ซึ่งชอบอยู่บริเวณผิวที่มีความชุ่มชื้น เช่น ซอกเล็บ ปาก และบริเวณอวัยวะเพศ ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสติดไวรัสชนิดนี้ แต่คนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย ซึ่งมีโอกาสที่จะมีคู่นอนหลายคน จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนอื่น
“ปัจจุบันผู้ป่วยโรคนี้มีแนวโน้มอายุน้อยลงมาก ล่าสุด พบเด็กหญิงอายุ 12 ปี เป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว ทางป้องกันที่สำคัญคือ อย่าอายที่จะไปพบหมอเพื่อตรวจเป็นประจำทุกปี, ลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย การมีคู่นอนหลายคน การสูบบุหรี่ และถ้าสามารถฉีดวัคซีนป้องกันเอชพีวีร่วมกับการตรวจ Pap Smear ก็จะได้ผลดีที่สุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก” หมอทิ้งท้าย

ความลับ ทำไมคนญี่ปุ่นถึงอายุยืนที่สุดในโลก (อ.ส.ม.ท.)
หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า “ประเทศญี่ปุ่น” เป็นชาติที่มีอายุขัยยืนยาวมากที่สุดในโลก ซึ่งนี่ถือเป็นการครองแชมป์มากกว่า 20 ปี แล้ว โดยมีอายุเฉลี่ยเกิน 100 ปี มากกว่า 20,000 คน เลยทีเดียว และเมื่อแยกย่อยลงไปในรายละเอียดต่างๆ จะพบว่าสุขภาพร่างกายของคนญี่ปุ่นมีคอเลสเตอรอลต่ำ ไม่ค่อยเป็นโรคอ้วนกับโรคหัวใจ
นี่เองที่ทำให้ใครต่อใครต่างอยากรู้คล็ดลับว่าทำไม “คนญี่ปุ่นถึงมีสุขภาพที่ดีได้ กระทั่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารญี่ปุ่นชาวอังกฤษคนหนึ่ง ได้มีการทำสำรวจเกี่ยวกับอายุขัยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเทียบวิเคราะห์ถึงเหตุผลและปัจจัยอันเกี่ยวกับอายุขัยที่ยืนยาวของคนญี่ปุ่นว่า”
- เพราะอะไรคนญี่ปุ่นถึงมีคอเลสเตอรอลต่ำ? - เพราะอะไรคนญี่ปุ่นถึงมีอัตราการตายจากโรคหัวใจต่ำ? - และเพราะอะไรสุขภาพของคนญี่ปุ่นถึงเป็นแบบนี้ได้?
กระทั่งพบ “ความลับ” ว่า “อาหารญี่ปุ่น” คือตัวช่วยเสริมสุขภาพคนญี่ปุ่นให้ไม่มีปัญหาจากโรคภัยที่กล่าวมาได้ทั้งหมด อาหารที่ว่า เช่น ปลาดิบ - ซุปมิโซะ – เต้าหู้ – สาหร่ายคอมบุ (จากน้ำอุ่น) สาหร่ายโนริ (จากน้ำเย็น) เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลต่ำ ปราศจากไขมันอิ่มตัว มีไอโอดีนและแร่ธาตุสูงมาก อีกทั้งยังมีอนุมูลเล็กๆ ที่ช่วยเสริมสุขภาพให้ดี ช่วยให้อาหารอร่อยยิ่งขึ้นด้วย
และเมื่อเจาะจงข้อมูลลงไปในพื้นที่ประเทศญี่ปุ่น ยังมีสิ่งที่น่าสนใจนั่นคือ พบว่า คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่บนเกาะโอกินาวา อัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ น้อยกว่า ส่วนอื่นในพื้นที่ของประเทศญี่ป่นและประเทศอื่นๆ ทั้วโลก นั่นเพราะ ชาวโอกานาวา มีการบริโภคน้ำตาล 25% เกลือ 20% และรับประทานผักเป็น 3 เท่า รับประทานปลามากกว่าเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งมีโอเมก้า 3 ที่สำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง เสริมสร้างระบบประสาท ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และ ไตรเอซิลกลีเซอรอลในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหน้าองค์ประกอบของเกล็ดเลือด ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด และโรคหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกัน โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ ที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย
“อาหารทะเล” จึงเป็นเสมือนยาอายุวัฒนะ หรืออาหารวัคซีน ที่ช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ ซึ่งทำให้ชาวโอกานาวา มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เคล็ดลับแม่บ้าน
1.
ไข่ขาวสามารถใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยใช้ไข่ขาว มาทาที่น้ำร้อนลวกให้ทั่วทิ้งไว้จนแห้ง ไปเอง แล้วรอสักพักใหญ่ๆ จึงล้างออกจะไม่มีรอยแดง หรือพองเลย ข้อสำคัญ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้ถูกน้ำเย็นหรือของอื่นเลย และอย่าไปแกะ หรือเกาตอนที่ใกล้จะแห้ง เพราะจะทำให้หนังถลอก
2.
ยาหม่องสามารถใช้ขจัดหมากฝรั่งเปื้อนผ้าได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยการใช้ยาหม่องถูตรงยางเหนียวๆ ของหมากฝรั่งไปมา ไม่นานยางของหมากฝรั่งก็จะหลุดออกหมด แล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ
3.
ใส่หลอดในขวดซอสมะเขือเทศจะทำให้เทออกง่าย จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยการใส่หลอดลงไปให้ลึกถึงก้นขวด เพื่อให้อากาศสามารถแทรกผ่าน เข้าไปในขวดได้ แล้วเทซอสมะเขือเทศ ก็จะไหลออกมาง่ายขึ้น
4.
ถุงน่องแช่น้ำเกลือช่วยให้ถุงน่องไม่ขาดง่าย จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยการนำเกลือ 2 ถ้วยผสมกับน้ำ 1 แกลอน แช่ถุงน่องใหม่ไว้นาน 3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ยกถุงน่องขึ้น มาตากให้น้ำหยดจนแห้ง ก็จะทำให้ถุงน่องคงสภาพ และเหนียวทนนาน
5.
มันฝรั่งกำจัดกลิ่นปลาร้าติดมือได้ จริงหรือ

เฉลย
ไม่จริง แต่มันฝรั่งสามารถกำจัดกลิ่นหัวหอมติดมือได้ โดยการนำมันฝรั่งที่ปอกแล้ว มาถูมือที่มีกลิ่นหัวหอมติดอยู่ กลิ่นหัวหอมก็จะค่อยๆ จางหายไป
6.
พริกแห้งใช้ไล่แมลงวันได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง เวลาตากของแห้งไว้ จะมีแมลงวันมาตอม ให้เอาพริกแห้ง 5 - 6 เม็ด เสียบไว้รอบกระด้ง ไอร้อนของพริก จะทำให้แมลงวันไม่กล้าเข้าใกล้
7.
เบียร์ช่วยคลายเกลียวขึ้นสนิมได้

เฉลย
จริง ให้รินเบียร์ลงไปบนเกลียวขึ้นสนิมนิดหน่อย รอ 2-3 นาที ความเป็นกรดของเบียร์ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรก และเศษสนิม ทำให้เกลียวหมุนเปิดได้ง่ายขึ้น
8.
เอาผ้าไหมแช่ช่องแข็งจะทำให้รีดง่าย จริงหรือ

เฉลย
จริง การรีดผ้าไหม ควรใช้ไฟอ่อนๆ เพราะผ้าไหมจะไหม้เกลียม หรือเป็นสีเหลืองได้ง่าย แต่ถ้าผ้าไหมยับมาก ก่อนรีดควรฉีดพรมน้ำยาให้ทั่ว แล้วพับใส่ถุงพลาสติก นำไปแช่ในช่องแข็งของตู้เย็น ประมาณ 10 -15 นาที แล้วจึงนำออกมารีด จะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่าย และเรียบยิ่งขึ้น
9.
นำเหรียญสลึงใส่แจกันช่วยให้ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉาได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยให้หย่อนเหรียญสลึงลงไปในแจกัน ส่วนผสมที่เป็นทองแดงในเหรียญ จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา
10.
ใบฝรั่งช่วยดูดกลิ่นได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยให้นำใบฝรั่งมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แยกกากใบออก น้ำมันหอมระเหยที่ได้ จะทำหน้าที่ดับกลิ่น ส่วนกากใบที่ได้ให้นำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยดูดกลิ่นได้

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

ความสัมพันธ์ไทยฝรั่งเศส
โครงการบูรณะค่ายตากสิน จังหวัดจันทบุรี

เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2552 ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย คณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเิดิม และคณะกรรมการสมาคมฝรั่งเศส-ไทยเพื่อสาธารณประโยชน์ ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณะค่ายตากสิน จังหวัดจันทบุรี

ประวัติศาสตร์ย่อเกี่ยวกับค่ายตากสิน
ตามอนุสัญญาข้อ 6 ในหนังสือสัญญาระหว่างกรุงฝรั่งเศส วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2426 ประเทศฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีและตราดไว้ และได้เลือกบริเวณบ้านลุ่ม (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี) เพื่อเป็นที่ตั้งกองทัพ อันมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของชายแดนไทยเขมร และควบคุมอ่าวสยามที่ติดต่อกับแหลมมลายูของอังกฤษ จนกระทั่งถอนกำลังจากจันทบุรีเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2448อาคารทั้ง 8 หลัง ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายตากสินเมื่อปีพ.ศ.2532 สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมทหารฝรั่งเศส วัสดุก่อสร้างบางส่วนนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสอย่างกระเบื้องดินเผามุงหลังคาและอิฐจากมาร์เซยคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเิดิม และคณะกรรมการสมาคมฝรั่งเศส-ไทยเพื่อสาธารณประโยชน์ ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทฝรั่งเศสใหญ่ๆ หลายบริษัทอย่าง Bouygues Thailand และ Thalès ได้เริ่มงานบูรณะสถานที่แห่งนี้ซึ่งเป็นประจักษ์พยานของประวัติศาสตร์ร่วมระหว่าง 2 ชาติ
โบราณสถานในค่ายตากสิน จันทบุรี
ค่ายตากสินจันทบุรี เป็นสถานที่ตั้งของกองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑ กองพลนาวิกโยธิน
อยู่ที่บริเวณบ้านลุ่ม ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี เมืองจันทบุรีโบราณที่บ้านลุ่ม มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงยกทัพมาตีเมืองจันทบุรีแล้วยึดเป็นที่ตั้งมั่นในการเตรียมการกู้ชาติหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ในร.ศ. ๑๑๒ หรือปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ฝรั่งเศสซึ่งพยายามขยายอำนาจเข้าไปในลาวและเขมร ได้ใช้กำลังบังคับและยื่นคำขาดให้ไทยยกดินแดนของลาวทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงกับเขมรส่วนนอก ซึ่งเคยเป็นประเทศราชของไทยให้กับฝรั่งเศส ในระหว่างที่รอคอยให้สัญญาต่างๆ มีผลบังคับใช้ ฝรั่งเศสได้ทำการยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกันจนถึงปี
พ.ศ. ๒๔๔๘ เพื่อเป็นการปฎิบัติตามอนุสัญญาข้อ ๖ ซึ่งต่อท้ายหนังสือสัญญาระหว่างกรุงฝรั่งเศส วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๖ (ร.ศ. ๑๑๒) แต่เหตุผลที่เลือกยึดเมืองจันทบุรีก็เพราะเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์เป็นจุดที่ควบคุมอ่าวสยามที่ติดต่อกับแหลมมลายูของอังกฤษ เป็นทางผ่านเข้าไปยังสามจังหวัดของไทยที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดด้านทรัพยากรธรรมชาติซึ่งได้แก่ บ่อพลอย บ่อไพลิน ในเขตเมืองเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณนอกจากนั้นเมืองจันทบุรียังมีท่าเรือที่ปากแม่น้ำและมีอู่ต่อเรือระวางตั้งแต่ ๓๐๐-๔๐๐ ตัน การยึดจันทบุรีจึงเท่ากับยึดท่าเรือ อู่ต่อเรือ และเรืออื่นๆ ไว้เป็นการตัดกำลังไทยทางอ้อมด้วยกองทหารฝรั่งเศสได้ตั้งค่ายทหารขึ้นภายในบริเวณบ้านลุ่มหรือบริเวณที่เป็นค่ายตากสินในปัจจุบัน และที่ปากน้ำแหลมสิงห์ รวมทั้งได้สร้างสิ่งก่อสร้างอีกหลายหลัง ปัจจุบันหลักฐานร่องรอยต่างๆ ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองจันทบุรีที่บ้านลุ่ม ยังคงปรากฎเหลืออยู่ภายในบริเวณค่ายตากสินเท่านั้น อาคารที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นได้แก่ อาคารกองรักษาการณ์อาคารตอนซ่อมบำรุงและสรรพาวุธ อาคารพัสดุ อาคารคลังแสงหมายเลข ๕ ซึ่งแต่เดิมคงเป็นคลังกระสุนดินดำเนื่องจากทำใต้ถุนโปร่งและมีช่องระบายลมอยู่ทั่วไป และอาคารคลังแสงหมายเลข ๗ ซึ่งมีแผนผังคล้ายกับตึกแดงที่ปากน้ำแหลมสิงห์ ซึ่งฝรั่งเศสได้สร้างขึ้นเช่นกันภายหลังจากที่ทหารฝรั่งเศสถอนออกจากเมืองจันทบุรี เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๘ บริเวณค่ายทหารที่ในบริเวณค่ายตากสินได้มีการใช้งานสืบต่อมาดังนี้
• พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นที่ตั้งของโรงประชาบาล และบ้านพักของข้าราชการฝ่ายปกครอง
• พ.ศ. ๒๔๗๙ เป็นที่ตั้งกองทหารม้า ม. พัน. ๔
• พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นที่ตั้งของพัน. นย. ๓ (กองพันทหารราบนาวิกโยธินที่ ๓)
• พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นที่ตั้งกองป้องกันพิเศษ จันทบุรี
• พ.ศ. ๒๔๙๘ ทางราชการได้สั่งขยายกำลังกองป้องกันพิเศษ จากกำลัง ๑ กองร้อย เป็น ๑ กองพัน ชื่อว่าพัน.ร.๒
นย. ต่อมาได้แปรสภาพเป็นกองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑ กรมผสมนาวิกโยธิน เมื่อ ๑๐ สิงหาคม
๒๕๒๑ และในปัจจุบันได้แปรสภาพเป็นกองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑ กองพลนาวิกโยธินหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๕๓๒กลุ่มอาคารโบราณสถานที่สร้างขึ้นในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันทบุรี ได้รับการบูรณะปรับปรุงและใช้งานมาตลอดแต่การบูรณะที่ผ่านๆ มาทำได้ในวงจำกัด เนื่องจากขาดงบประมาณและความรอบรู้ในการบูรณะโบราณสถานทำให้อาคารต่างๆ อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก อาคารเหล่านี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในสมัยที่มีการล่าอาณานิคม ซึ่งการเสียดินแดนให้แก่ประเทศมหาอำนาจผู้แสวงหาเมืองขึ้น เป็นสิ่งที่หลืกเลี่ยงไม่ได้ แต่
การยอมเสียบางส่วนเพื่อแลกเปลี่ยนกับการอยู่รอดของชาติไทยทั้งหมด ย่อมนับว่าเป็นผลดีแก่ชาติ และการที่เป็นไปได้ดังนั้นก็เนื่องมาจากพระปรีชาญาณในด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสโนบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราทั้งหมดต้องตกเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจ เพราะการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันในปีพ.ศ. ๒๔๔๕ มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมและกรมศิลปากรได้ร่วมกันสำรวจเพื่อทำแผนบูรณะซึ่งผลของการสำรวจในครั้งนั้งพบปัญหาดังนี้
• ปัญหาความชื้น ทำให้ผนังอาคารแตกร้าว และปูนฉาบหลุดการรั่วซึมของหลังคา เนื่องจากวัสดุที่ใช้หมดสภาพ
• ปัญหาโครงสร้างทรุดตัว
• กรอบและบานประตูส่วนใหญ่หมดสภาพผุพัง และบางส่วนถูกเปลี่ยนสภาพเป็นรูปแบบใหม่ซึ่งไม่สอดคล้อง
กับยุคสมัยของอาคารต่อมาในปี ๒๕๕๑ คณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม กองทัพเรือ และกรมศิลปากรได้มีแนวคิดร่วมกันในการจัดโครงการบูรณะโบราณสถานแห่งนี้ และได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี องค์ประธานที่ปรึกษาของมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดโครงการฯ ณ ค่ายตากสินอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑สำหรับงบประมาณในการบูรณะทั้งหมดคาดว่าจะไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการได้พยายามจัดกิจกรรมหารายได้ต่างๆ รวมทั้งรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา และในการนี้ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย นายโลรองต์ บีลี่ ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้ และได้กรุณาประสานกับคณะกรรมการฝรั่งเศส-ไทยตลอดจนตัวแทนของภาคเอกชนชาวฝรั่งเศสในประเทศไทย อาทิเช่น บริษัท BOUYGUES THAI LTD., บริษัท THALESINTERNATIONAL (THAILAND) CO., LTD. ฯลฯ เพื่อให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ ทั้งในด้านเงินทุนและด้านเทคนิคในการอนุรักษ์โบราณสถานในค่ายตากสินแห่งนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในสมัยปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553


ตำนาน ดอกดาหลา....เรื่องเศร้าๆๆของความรักของคนต่างศาสนา

ดอกดาหลา .....ดอกไม่ชายแดน (มาเล)

เรื่องราวความรักต่างศาสนาทราบว่าเป็นตำนานของคู่รักต่างศาสนา ระหว่างชายไทยกับสาวงาม มาเล (อิสลาม)ทั้งสองพบกัน ตอนที่หนุ่มไทยข้ามไปทำงานยังประเทศมาเล และเกิดความรักกับสาวมาเล แต่ด้วยความที่ต่างกัน ทางศาสนา พ่อแม่จึงมิให้คบหากัน ถึงแม้จะถูกกีดกันระหว่างพ่อแม่แต่นางก็มั้นในรักต่อชายไทย นางมิยอมเป็นของชายใดนอกจากชายที่นางรัก แต่แล้วมีเหตูให้ต้องพรัดพรากแยกจากกัน คือชายไทยนั้นต้องกลับมายังประเทศของตน ก่อนจะจากกันก็สัญญากันไว้ว่าจะกลับมาหาสาวมาเลที่บริเวณชายแดน นางก็รอแม้ระยะเวลาจะนานแค่ใหนนางก็ยังรอที่ชายแดนมาเล รอการกลับมาของเขารอด้วยความหวังลิบหรีก่อนที่นางจะตรอมใจตายนางก็ยังมารอที่ชายแดนมาเล และอฐิฐานว่าหากเกิดอีกชาติให้เกิดมาเป็นดอกดาหลาที่ขึ้นอยู่ตามชายแดนมาเล เพื่อรอหนุ่มคนรักกลับมา

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เลือกของใส่บาตรตามวันเกิด

วันอาทิตย์

อาหารคาว : ประเภทไข่ ดาว เจียว ผัด ลูกเขย ลูกสะใภ้ ต้ม แกงกะทิ

อาหารหวาน : ไข่หวาน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก้ว ขนมใส่กะทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะพร้าว น้ำขิง เงาะ

ของถวายพระ : หลอดไฟ ไฟฉาย เทียน ธูป อุปกรณ์แสงสว่าง แว่นตา หมากพลู

ไหว้พระ : ปางถวายเนตร (พระประจำวันเกิด) กำลังวันเท่ากับ 6 (สวดแบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ)

ทำทาน : เติมน้ำมันตะเกียงตามวัด คนตาบอด โรงพยาบาลโรคตา มูลนิธิคนตาบอด โรงพยาบาล โรคหัวใจ มูลนิธิโรคหัวใจ

พฤติกรรม : ออกรับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นๆ เพื่อให้เกิดพลัง อย่าใจร้อน เลิกทิฐิ ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

วันจันทร์

อาหารคาว : ประเภทสัตว์ปีก สัตว์น้ำ เช่นไก่ผัดขิง ไก่ย่าง ไก่ทอดปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง ข้าวมันไก่ ข้าวผัดปู เต้าหูทอด แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ปลาสลิดทอด

อาหารหวาน : น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำอ้อย โดนัท นมสด นมกล่อง เผือก มัน ลางสาด ขนมเปี๊ยะ

ของถวายพระ : แก้วน้ำ แจกัน ของโปร่งๆ ใสๆ

ไหว้พระ : ปางห้ามญาติ (พระประจำวันเกิด) กำลังวัน เท่ากับ 15 (สวดแบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา)

ทำทาน : มูลนิธิช่วยเหลือสตรี

พฤติกรรม : ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลเกินเหตุ ให้ความช่วยเหลือสตรีเช่นลุก ให้สตรีนั่งบนรถเมล์บริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้แข็งแรง
วันอังคาร

อาหารคาว : อาหารประเภทเส้น ขนมจีน วุ้นเส้น บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อวัว ปลาช่อนตากแห้งทอด

อาหารหวาน : ฝอยทอง สลิ่ม ลอดช่อง ทุเรียน ระกำ ขนุน น้ำสไปร์ท น้ำอัดลม

ของถวายพระ : เหล็ก เครื่องมือประเภทเหล็ก กรรไกร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน พัดลม กรรไกรตัดเล็บ

ไหว้พระ :ปางไสยาสน์ (พระนอน) มีกำลังเท่ากับ 8 (สวดแบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง)

ทำทาน : คนพิการทางปาก ปากแหว่ง ผู้ป่วยโรคลมชัก

พฤติกรรม : ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ขยันให้มากขึ้น ลดอารมณ์ร้อน การชิงดีชิงเด่น

วันพุธ (กลางวัน)

อาหารคาว : เน้นสีเขียว หมู แกงเขียวหวานหมู หมูปิ้ง หมูทอด ผัดพริกหมู ฯ คะน้าน้ำมันหอย กุนเชียง

อาหารหวาน : ขนมเปียกปูนเขียว น้ำฝรั่ง ชมพู่เขียว องุ่นเขียว มะม่วงเขียวเสวย ฝรั่ง ชามะนาว

ของถวายพระ : สมุด กระดาษ ปากกา ดินสอ อุปกรณ์การเรียนการศึกษา

ไหว้พระ : ปางอุ้มบาตร (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 17 (สวดแบบย่อปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท )

ทำทาน : คนพิการทางหู โรงพยาบาลโรคสมอง โรงเรียนสอนคนหูหนวก

พฤติกรรม : อ่านหนังสือธรรมะ ร้องเพลง ฝึกสร้างความมั่นใจให้ตนเอง

วันพุธ (กลางคืน)

อาหารคาว : ของหมักดอง ผักกาดดองผัดไข่ อาหารกระป๋อง แกงใบยอ หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก

อาหารหวาน : ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้หัวโตๆ ทุเรียน

ของถวายพระ : พัดลม เทปธรรมะ ยาแก้โรคลม ยาหอม

ไหว้พระ : ปางป่าเลไลย์ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 12 (สวดแบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ)

ทำทาน : มูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด

พฤติกรรม : เลิกบุหรี่ เลิกดื่มหรือลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกการพนัน เลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกยาเสพติดทุกชนิด

วันพฤหัสบดี

อาหารคาว : ประเภทเถา แกงเลียง บวบผัดไข่ น้ำเต้า

อาหารหวาน : แตงโม แตงไทย น้ำสมุนไพร ส้ม สาลี่ น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้

ของถวายพระ : สบง จีวร หนังสือธรรมะ ตู้ยา โต๊ะหมู่บูชา

ไหว้พระ : ปางสมาธิ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๙ (สวดแบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ)

ทำทาน : โรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่มกันหนาว

พฤติกรรม : นั่งสมาธิ สวดมนต์ ถือศีล๕ อย่าซื่อจนเกินไป
วันศุกร์

อาหารคาว : ประเภทของหอม หวาน ข้าวหอมมะลิ ผักกาดหอม ไข่เจียวหอมใหญ่ ยำหัวหอม

อาหารหวาน : ขนมหวาน หอมทุกชนิด น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม กล้วยหอม เค้ก

ของถวายพระ : นาฬิกา โต๊ะรับแขก ดอกไม้สวยหอม ระฆัง ย่าม

ไหว้พระ : ปางรำพึง (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 21 (สวดแบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา)

ทำทาน : เด็กด้อยโอกาส ให้เงิน ให้เสื้อผ้า อาหารที่หอมหวานชวนกิน เช่น ไอศกรีม

พฤติกรรม : ทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส บำรุง ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอด จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สวยงาม เลิกการฟุ่มเฟือย

วันเสาร์

อาหารคาว : ประเภทของขม ของดำมะระยัดไส้ สะเดาน้ำปลาหวาน น้ำพริกปลาทู มะเขือยาว

อาหารหวาน : ลูกตาลเชื่อม กาแฟ โอเลี้ยง

ของถวายพระ : ร่มสีดำ กระเบื้องมุงหลังคา ไม้กวาด สร้างห้องน้ำถวายวัด

ไหว้พระ : ปางนาคปรก (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 10 (สวดแบบย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ)

ทำทาน : โรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคประสาท

พฤติกรรม : กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำวัด ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ขยะในบ้านยกทิ้งทุกวัน อย่าหมักหมม

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553


6เรื่องดีๆ จากสตอเบอร์รี่

1.ดูแลสายตา ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

2.ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลว บริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไป เพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

3.กำราบโรคมะเร็ง กินสตรอวเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

4.ส่งเสริมการทำงานของสมอง ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

5.ลดความดันโลหิต หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ
6.ปราบโรคหัวใจ ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย